วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๐๕ น. พระสิทธิวัชรบัณฑิต, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ เรื่อง “บทบาทธรรมทูตคฤหัสถ์ในการสร้างสันติสุขระดับสากล” ณ วัดมงคลรัตนาราม รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
ในการบรรยาย มีสาระสำคัญตอนหนึ่งโดยท่านชี้ให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรมตะวันตก ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูปศักยภาพของฆราวาสผ่าน “เบญจคุณสมบัติของธรรมทูตยุคใหม่” ได้แก่ (๑) เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง องค์กร และพระรัตนตรัย (๒) ความมีระเบียบวินัย ในการดำเนินชีวิต (๓) เป็นผู้มีความเสียสละ ทั้งเวลาและประโยชน์ส่วนตน (๔) อดทน ต่ออารมณ์และความทุกข์ของผู้อื่น และ (๕) มีความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทั้งนี้ ท่านได้สร้างความตระหนักรู้เชิงลึกด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างคำว่า “วัด” ในมิติของสถาบันทางกายภาพ (Physical Space) และคำว่า “วัตร” ในมิติของข้อปฏิบัติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Practice) โดยอธิบายว่า ที่ผ่านมาพุทธบริษัทมักยึดติดอยู่กับ “วัด” ที่เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างหรือศูนย์รวมชุมชน แต่ในบริบทการเผยแผ่ระดับสากล ธรรมทูตคฤหัสถ์จำเป็นต้องแปรเปลี่ยน “วัด” ให้กลายเป็น “วัตร” คือการนำหลักเบญจคุณสมบัตินั้นมาพัฒนาเป็นวิถีชีวิตและระเบียบปฏิบัติส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด
การแปรสภาพจากสถานที่สู่ข้อวัตรปฏิบัตินี้ จะช่วยยกระดับให้ฆราวาสสามารถก้าวข้ามจากสถานะผู้สนับสนุนภายนอก ขึ้นมาเป็นแบบอย่างและที่พึ่งทางใจให้แก่เพื่อนมนุษย์ ช่วยโอบรับความทุกข์ของผู้อื่นด้วยความอดทนและเสียสละ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านจาก “วัด” สู่ “วัตร” นี้เอง คือนวัตกรรมเชิงพฤติกรรม (Behavioral Innovation) ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างรากฐานแห่งสันติภายใน (Inner Peace) ก่อนจะแผ่ขยายกลายเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนในระดับสากล
พระพุทธศาสนาในโลกตะวันตกจะมั่นคงได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้าง ‘วัด’ ที่เป็นอิฐเป็นปูนได้ใหญ่โตเพียงใด แต่ขีดความสามารถที่แท้จริงขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถเปลี่ยน ‘วัด’ ให้กลายเป็น ‘วัตร’ คือข้อปฏิบัติที่งดงามในใจของเราได้มากแค่ไหน เมื่อใดที่เรามีศรัทธา มีวินัย และพร้อมจะเสียสละอดทนเพื่อโอบอุ้มความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ เมื่อนั้นตัวเรานั่นเองที่จะกลายเป็น ‘วัดที่เคลื่อนที่ได้’ เป็นต้นแบบแห่งสติและปัญญาที่พร้อมจะสร้างสันติสุขให้แก่โลกยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง พระสิทธิวัชรบัณฑิต ได้กล่าวในตอนท้าย ฯ








