พระสิทธิวัชรบัณฑิต สรุปกิจกรรมประจำวัน ชี้เข็มทิศนำทางจิตวิญญาณ เปลี่ยนความต่าง เป็นความร่มเย็นด้วยวัฒนธรรมแห่งการเกื้อกูล

วันเสาร์ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๓๐ น. พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ และประธานคณะกรรมการโครงการอบรมธรรมทูตคฤหัสถ์ในต่างประเทศ ภาคพื้นเอเชีย รุ่นที่ ๔ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

พระสิทธิวัชรบัณฑิต ได้กล่าวสรุปกิจกรรมประจำวัน โดยกล่าวถึง กรอบคิดการอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุขตามแนวทางนี้ เป็นการสังเคราะห์ปัญญาความรู้ผ่านมิติทางปรัชญาและสังคมศาสตร์ ๓ ระดับที่ร้อยเรียงกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มิติด้านสัจจะภาวะ (Ontology) มิติด้านบรรทัดฐาน (Normative Ethics) และมิติด้านภาคปฏิบัติการทางสังคม (Socio-cultural Praxis)

๑. สัจธรรม มิติด้านสัจจะภาวะและความเกี่ยวเนื่อง (Ontological Dimension) สัจธรรม หมายถึง ความจริงแท้เชิงปรมัตถ์โดยเฉพาะกฎแห่งความสัมพันธ์และการอิงอาศัยกันของสรรพสิ่ง (Interconnectedness/ Interdependence) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีระบบ (Systems Theory) ในวิชาการสมัยใหม่ การประจักษ์ในสัจธรรมช่วยถอดถอนกรอบคิดแบบการถือชาติพันธุ์หรือกลุ่มตนเป็นศูนย์กลาง (Ethnocentrism) และสลายอคติทางความคิด โดยทำให้มนุษย์ตระหนักว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ส่วนหนึ่ง ย่อมส่งผลสะเทือนถึงองค์รวมทั้งหมด

๒. จริยธรรม มิติด้านบรรทัดฐานและเข็มทิศเชิงคุณค่า (Normative Dimension) เมื่อความเข้าใจเชิงสัจธรรมตกผลึกย่อมแปรรูปเป็นจริยธรรมเชิงบรรทัดฐาน (Normative Ethics) ที่ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศกำกับพฤติกรรม มิติคุณค่านี้มุ่งเน้นการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) และความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นรากฐานของสิทธิมนุษยชนสากล จริยธรรมจึงเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่ป้องกันไม่ให้กฎหมายหรือเทคโนโลยีถูกนำไปใช้โดยปราศจากมโนธรรม

๓. วัฒนธรรม มิติด้านภาคปฏิบัติการและการประยุกต์ใช้ (Praxis & Cultural Dimension)วัฒนธรรมคือสถาปัตยกรรมทางสังคมที่แปลงสัจธรรมและจริยธรรมอันเป็นนามธรรม ให้กลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณี และบรรทัดฐานที่จับต้องได้ วัฒนธรรมแห่งสันติภาพทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความต่างผ่านการเสวนาข้ามวัฒนธรรม (Intercultural Dialogue) ที่เปิดรับความหลากหลาย แต่ยังคงรักษาจุดร่วมทางจริยธรรมไว้ได้อย่างกลมกลืน

แนวทางดังกล่าวนี้เป็นโมเดลการบูรณาการ ๓ มิติ (Integrative Framework) (๑) สัจธรรม (ฐานปัญญา คือ สร้างความตระหนักรู้เชิงระบบและการอิงอาศัยกันของชีวิต (๒) จริยธรรม (ฐานเจตจำนง) กำหนดเป้าหมายการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เบียดเบียนและเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ (๓)วัฒนธรรม (ฐานปฏิบัติการ)ขับเคลื่อนการอยู่ร่วมกันผ่านวิถีชีวิตและสถาบันสังคม

การร้อยรัดทั้งสามมิตินี้ จึงมิใช่เพียงการอภิปรายทางปรัชญา แต่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจิตวิญญาณและโครงสร้างสังคมร่วมกัน ซึ่งก้าวข้ามข้อจำกัดของการใช้เพียงอำนาจบังคับทางกฎหมาย (Hard Law)ไปสู่การสร้าง”สันติภาพเชิงบวก” (Positive Peace) ที่ยั่งยืน ฯ

 

Scroll to Top